แหม่ม-พัชริดา วัฒนา ใช้เวลา..แต่อย่าให้เวลาใช้เรา

AKE_8534

วลีน่าคิดนี้เป็นของ แหม่ม – พัชริดา วัฒนา น้องนุชสุดท้องแห่งวง ?สาว สาวสาว? เมื่อวันวาน และดูจะเหมาะกับช่วงปีใหม่ที่วัน-เวลาของปีเก่าผ่านพ้นไปแล้ว และปีใหม่ก็กำลังเดินเครื่องหมุนจี๋พร้อมพาเราไปถึงวันสิ้นปีในอีก 365 วัน ถ้ายังไม่รู้จักใช้เวลากันอย่างมีสติ มันก็คงจะเป็นช่วงเวลาที่หมดไปวันๆอย่างไร้ความหมาย

คุณแหม่มมีชั่วโมงบินในการทำงานมาหลายสิบปี จนได้สัจธรรมที่นำมาปรับเปลี่ยนการดำเนินชีวิต โดยเฉพาะเรื่องของการบริหารเวลา

?อย่างช่วงที่แหม่มทำงานมากๆ กลับบ้านก็ไม่มีใจอยากจะดูทีวี พักผ่อนอ่านหนังสือ หัวจะคิดถึงแต่เรื่องงาน จนต้องบอกตัวเองว่าต้องวาง เพราะชีวิตที่เสียไปไม่คุ้มกับเงิน หรืองาน หรือชื่อเสียงอะไรที่จะได้มา สุดท้ายเราก็ ขอโทษนะคะ …ตายคนเดียว…ถูกมั้ยคะ คนเราเกิดมาก็แค่เนี้ย มันจะเหลือแต่อะไรที่จับต้องไม่ได้ พอบอกตัวเองได้อย่างนั้นก็ พอเถอะ หันกลับมาเลือกทำงานที่พอดีกับตัวเรา แน่นอน รายได้ก็จะไม่เท่ากับตอนที่เราทำทุกสิ่งทุกอย่าง แต่เราพอมั้ย เราก็บอกตัวเองว่าพอปั๊บ ก็หันกลับมาดูครอบครัวตัวเอง พอเรามีเวลาให้ตัวเอง เราก็จะมีอารมณ์ที่ดีพอที่จะดูแลคนอื่น ดังนั้นเสาร์-อาทิตย์แหม่มก็ดูแลครอบครัวเต็มที่ ไม่ทำงาน ก็จะมีชีวิตกับครอบครัวที่มีความสุข ไปเที่ยวบ้าง เมื่อก่อนช่วงทำงานแรกๆจะไม่เที่ยวเลย เพราะคิดว่าเอาไว้ก่อน แต่ตอนนี้บอกกับสามีว่า เที่ยวตอนที่เรายังมีแรงดีกว่า เพราะในวัย 40 ต้นๆ อย่างเราเนี่ย ยังเที่ยวได้สนุก แต่ถ้าเรา 50-60 ขับรถไกลๆ หรือนั่งเครื่องบินนานๆนี่ไม่ไหวแล้ว ตาก็จะเริ่มไม่เห็น เที่ยวก็ไม่มันส์แล้ว เพราะงั้นที่ตั้งใจไว้คือ ปีนี้จะไปไหน ปีนี้อยากไปต่างประเทศก็ไป เอ้า งั้นปีต่อไปอยู่เที่ยวเมืองไทยบ้าง…?

เที่ยวสไตล์คุณแหม่ม อาจจะไม่เหมือนคนบางส่วนที่ซื้อทัวร์ไปเที่ยวกันเป็นหมู่คณะ เธอเรียกการท่องเที่ยวของเธอว่า back pack

?แหม่มเป็นพวกเที่ยวแบบ back pack คือไปเอง ไม่ชอบไปทัวร์กับคนเยอะๆ ที่เราไม่รู้จัก ไปเองได้ก็ไปเอง ขับรถไป สองปีที่แล้วก็ไปอ่างขางมา ปีนี้ว่าจะอยู่ปากช่องเนี่ยละค่ะ พอดีทำบ้านไว้ 10 กว่าปีแล้ว ก็ไปอยู่บ้านสงบๆ ไม่ยุ่งกับใคร… back pack ของแหม่มไม่ใช่สะพายกระเป๋าไปเดินอะไรแบบนั้นนะคะ เราก็เที่ยวแบบคนไทย เอาสะดวกในการเช่ารถ เที่ยวด้วยการ search ข้อมูลด้วยตัวเอง ไม่ได้ซื้อทัวร์ อย่างจะไปดอย…มีดอยอะไรบ้าง ก็ plan ไว้สามสี่วัน แล้วก็เช่ารถไปลุยเอา กางแผนที่ไป ขึ้นดอยก็ขับรถขึ้นไป ไปเที่ยวบ้านแม้ว อะไรแบบนั้น ก็ไปกันสองคนกับสามี นานๆทีก็จะมีเพื่อนรร.วัฒนาบ้าง แหม่มชอบแบบ..เราอาจจะตื่นเช้าเวลาไปเที่ยว แต่ไม่มี plan ว่าจะไปกินข้าวเที่ยงที่ไหน ไปเจอร้านไหนน่ากินก็แวะกิน ก็เลยรู้สึกว่าการเที่ยวสองคนมันสนุก มีอะไรก็ตกลงกันเองสองคน ง่ายกว่า สบายใจกว่า…?

mam-cherry

สถานที่ประทับใจของคุณแหม่มจะเป็นธรรมชาติทางเหนือที่แสนโรแมนติก เหมาะกับคู่สามีภรรยาที่ชอบไปเที่ยวกันสองคน…

?ถ้าเป็นเชียงใหม่ ทางเหนือนี่แหม่มก็ชอบขึ้นดอย ชอบดอยอ่างขาง ดอยอินทนนท์ รู้สึกขึ้นไปแล้วอากาศมันเย็นโดยธรรมชาติอยู่แล้ว หรือไปอ่างขางก็จะมีดอกนางพญาเสือโคร่งหรือซากุระเมืองไทย สวยมาก ไม่เห็นต้องพยายามไปดูซากุระที่ญี่ปุ่นเลย ที่นี่ก็มี แล้วพอมันเป็นบ้านเรา เราก็สบายใจกว่า ไปดูชีวิตชาวเขาก็ชอบ แล้วที่ประทับใจคือสีสันของชาวเขาเวลาเค้าแต่งตัวให้ลูกทารกแบเบาะ เค้าเอาผ้าสีๆมาพัน สวย…?

ท่าทางคุณแหม่มจะชอบธรรมชาติที่เป็นภูเขา อากาศเย็นๆ มากกว่าธรรมชาติทางทะเล ถ้าอย่างนั้นตามไปเที่ยวบ้านคุณแหม่มที่ปากช่องกันดีกว่า

?แหม่มเป็นพวกแรกๆ ที่ไปอยู่ อยู่ใกล้ๆลุงเปี๊ยก (เปี๊ยก โปสเตอร์) แกก็เป็นเหมือนญาติผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือ เวลาไปกิจกรรมหลักก็จะพาลุงเปี๊ยกไปทานข้าว ลุงเปี๊ยกก็จะคอยอัพเดทให้ฟัง ว่าที่ปากช่องมีอะไรใหม่ๆบ้าง ปากช่องมันเป็นเมืองคาวบอยอยู่แล้ว ช่วงหลังๆคนกรุงเทพฯไปเห่อกันเยอะขึ้น เค้าก็จะมีกิจกรรมพวกคอนเสิร์ตอะไรพวกนี้ ก็ทำให้คนไปเยอะขึ้น อย่างแหม่มเห็นปากช่องมาแต่เริ่มแรก ก็เห็นแล้วว่าคนเริ่มเยอะ แต่อาจจะยังไม่เยอะเกินไป มันจะเยอะช่วงเทศกาล ข้อดีของปากช่องก็คือคนฮิตอยู่แล้ว อย่างแรกคือโอโซน เขาใหญ่ยังเป็นที่ที่อากาศดีที่สุด อยู่กรุงเทพฯไม่เคยสัมผัสอากาศเย็น ถ้าไปปากช่องในช่วงฤดูฝน ฤดูหนาว ตื่นมาเช้าๆจะเจออุณหภูมิ 20 องศา ดังนั้นถ้ามาที่นี่จะเจออากาศดีตลอดปี แม้แต่หน้าร้อนก็ไม่ร้อน”

palio

” อีกอย่างคือปากช่องทุกวันนี้ที่เที่ยวเยอะขึ้น ถ้าเป็นเมื่อก่อนคนที่มาแล้วไม่ได้ชอบป่าเขาจริงๆ วันสองวันก็เบื่อแล้ว ถ้ามาตอนนี้ก็จะเจอปากช่องสไตล์สวิส อิตาลี่ หรือทัสคานี ซึ่งมันก็สวย คนก็ไปดื่มด่ำกับบรรยากาศ สวนดอกไม้ …ใครๆก็อยากไปสัมผัสอากาศแบบสวิตเซอร์แลนด์ มองลงมาเห็นเขื่อนลำตะคอง เขาเขียวๆ แต่ทานอาหารแบบอิสาน สเต๊กจิ้มแจ่ว อะไรแบบนี้…?

นอกจากนี้เมื่อเปรียบเทียบการท่องเที่ยวเมืองนอกกับเมืองไทย คุณแหม่มชี้ให้เห็นความแตกต่างในมุมมองของเธอ ซึ่งแน่นอนว่าในฐานะคนไทย เธอก็ชอบและมีความสุขที่จะเที่ยวไปในเมืองไทยอยู่แล้ว

?มันคนละแบบกันค่ะ เที่ยวเมืองนอกเราไปอยู่ตรงนั้นแค่ 5-6 วัน เราก็ต้องตักตวงให้เต็มที่ คือไปแล้วตื่นเช้า เที่ยวๆๆๆ แล้วกลับดึก แค่นั้น แล้วแหม่มก็จะไปซึมซับวัฒนธรรมมากกว่า เราศึกษาที่ที่เราอยากไป แล้วเราก็ไปที่เราสนใจ ได้กินอาหารข้างทางที่เราไม่มีโอกาสได้กินถ้าไปกับทัวร์ มันก็จะเป็นความสนุกแบบตื่นตาตื่นใจ อย่างไปอียิปต์ทุกคนย่อมอยากไปเห็นสฟิงค์ หรือปิรามิด ไปแล้วก็โอเค แฮปปี้ ถ้าได้ไปอีกก็เจ๋ง แต่ถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เป็นไร พอแล้ว แต่เมืองไทยเนี่ย มันเหมือนเป็นที่ที่เราต้องอยู่และตายไปกับมันแหละ ก็จะเที่ยวแบบค่อยๆไป อย่างพัทยาเนี่ย ไปเป็นสิบครั้ง แต่มันก็ยังมีอีกหลายที่ที่ยังไม่ได้ไป ไปทะเลเป็นอย่างนี้ ไปเกาะก็จะเป็นอีกแบบ หรืออย่างเชียงใหม่ อ่างขางไปมาแล้ว เที่ยวเมืองเชียงใหม่แล้ว เราก็เริ่มคุ้นเคยกับเมืองเชียงใหม่มากขึ้น ปีต่อไปเราก็จะ plan ออกจากเชียงใหม่ไปไหนดี จะไปปายดีมั้ย ไปปายช่วงไหนดีที่ไม่ต้องเจอคน
}(หัวเราะ)”

ใครรู้คำตอบช่วยกระซิบบอกคุณแหม่มที แต่อยากย้ำกับทุกท่านเกี่ยวกับเรื่องการรู้จักใช้เวลาของท่านให้มีคุณค่าต่อชีวิต โดยหยิบยกคำพูดของคุณแหม่มมาปิดท้ายให้ฟังว่า

?จะเป็นศิลปินหรือเป็นใครก็ตาม เวลามันเป็นของเรา เราเลือกได้ เพียงแต่ว่าเราชอบอ้างว่าเราต้องทำงาน จริงๆทุกคนเกิดมา เราก็เกิดจากการสร้างของตัวเอง อย่างแหม่ม แหม่มก็จะพยายามสร้างภาวะที่พอดีกับตัวเรา ไม่ใหญ่เกินตัว ไมให้หลุดเข้าไปในวงจรที่ต้องทำงานเพื่อให้มีเงินเยอะๆ อย่างคนทำงานออฟฟิศก็ทำไป พอถึงเสาร์ – อาทิตย์ หยุดนะ เพื่อจะได้ใช้เวลากับครอบครัว ได้ทำหน้าที่ดูแลพ่อแม่ และทำสิ่งที่ดีๆ
สำหรับตัวเราเอง?

ที่มา http://kbeautifullife.askkbank.com/travel/Pages/travel_place_detail.aspx?KEY=impress_id%7C147&DS=travel_impress&DisplayField=impress_detail&F=21

This entry was posted in Uncategorized and tagged , . Bookmark the permalink.

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.